OBJ Design & Build

← บทความทั้งหมด

เลือกบริษัทออกแบบภายใน — 7 ข้อที่ควรเช็คก่อนเซ็นสัญญา

เลือกบริษัทออกแบบภายในยังไงไม่ให้พลาด รวม 7 ข้อที่ควรเช็คก่อนเซ็นสัญญา พร้อมวิธีตรวจแต่ละข้อด้วยตัวเอง และวิธีเทียบใบเสนอราคาหลายเจ้าให้เทียบได้จริง

เผยแพร่เมื่อ · โดยทีม OBJ Design & Build

มุมมองโถงสูงสองชั้นของยูนิต มองผ่านประตูกระจกบานเลื่อนสู่ครัวเล็ก ด้านหน้าเป็นมุมนั่งเล่นมีเบาะรองนั่งและกรอบภาพพิงผนังไม้ ผลงานออกแบบภายในโดย OBJ Design & Build

ก่อนเซ็นสัญญากับบริษัทออกแบบภายใน เช็ค 7 อย่างนี้ให้ครบ — ผลงานจริงที่ตรวจสอบได้, ขอบเขตงานที่เขียนไว้ในสัญญา, วิธีคิดราคา, ใครเป็นคนลงมือผลิตและติดตั้ง, การรับประกันที่เป็นลายลักษณ์อักษร, วิธีรายงานความคืบหน้าระหว่างทำงาน และงวดจ่ายเงินที่ผูกกับเนื้องานจริง ทั้ง 7 ข้อตรวจเองได้ตั้งแต่ก่อนจ่ายมัดจำ

งานตกแต่งภายในต่างจากการซื้อของทั่วไปตรงที่คุณจ่ายเงินก่อนได้เห็นของจริง สิ่งที่ตัดสินว่างานจะจบสวยหรือจบเจ็บ จึงไม่ใช่ภาพ 3D ที่สวยที่สุด แต่เป็นความชัดเจนของสิ่งที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่วันแรก

1. ผลงานจริง ไม่ใช่แค่ภาพ 3D

ภาพ 3D บอกได้ว่าทีมออกแบบวาดอะไรได้ แต่ไม่ได้บอกว่างานจริงออกมาเหมือนภาพแค่ไหน ขอดูภาพถ่ายงานจริงที่ถ่ายหลังส่งมอบ ถ้าเป็นไปได้ให้ขอเทียบภาพ 3D กับภาพงานจริงของโปรเจกต์เดียวกัน จะเห็นทันทีว่าทีมนั้นทำได้ใกล้เคียงกับที่วาดไว้แค่ไหน และลองถามว่าพอจะพาไปดูหน้างานจริง หรือให้คุยกับเจ้าของบ้านที่เคยใช้บริการได้ไหม

2. ขอบเขตงานในสัญญา ละเอียดแค่ไหน

สัญญาที่เขียนกว้างๆ ว่างานตกแต่งภายในทั้งหมด คือจุดเริ่มต้นของการตีความคนละแบบ สัญญาที่ดีควรแจกแจงเป็นรายห้องและรายรายการ ระบุวัสดุ รุ่น สี และจำนวนให้ชัด รวมถึงระบุสิ่งที่ไม่รวมอยู่ในราคาด้วย เพราะรายการที่ไม่ได้พูดถึงตั้งแต่ต้น คือรายการที่จะกลายเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มในภายหลัง

3. วิธีคิดราคา ถามให้ชัดตั้งแต่ต้น

ถามตรงๆ ว่าคิดราคาแบบไหน เหมารวมทั้งงาน คิดต่อตารางเมตร หรือคิดตามรายการจริงแต่ละจุด แต่ละแบบมีข้อดีต่างกันและเหมาะกับงานคนละแบบ สิ่งที่ควรระวังคือราคาต่อเมตรที่ถูกผิดปกติ เพราะมักมาพร้อมกับสเปกวัสดุที่ยังไม่ระบุ พอถึงหน้างานจริงจึงกลายเป็นการเพิ่มเงินเพื่อให้ได้ของที่คิดไว้แต่แรก

4. ใครเป็นคนลงมือผลิตและติดตั้ง

บางบริษัทออกแบบ ผลิต และติดตั้งด้วยทีมของตัวเอง บางแห่งออกแบบแล้วส่งต่อให้ผู้รับเหมาภายนอก ทั้งสองแบบทำงานออกมาดีได้ทั้งคู่ถ้าบริหารดี คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่แบบไหนดีกว่า แต่คือถ้างานออกมาไม่ตรงแบบ ใครเป็นคนรับผิดชอบแก้ ต้องคุยกับใคร และการแก้นั้นมีค่าใช้จ่ายเพิ่มไหม

5. รับประกันอะไรบ้าง เขียนไว้หรือเปล่า

คำว่ารับประกันที่พูดกันปากเปล่าใช้อ้างอิงทีหลังไม่ได้ ขอให้เขียนลงในสัญญาว่ารับประกันอะไร นานเท่าไหร่ ครอบคลุมอะไร และไม่ครอบคลุมอะไร ส่วนคำโฆษณาที่ฟังดูครอบจักรวาลอย่างกันน้ำ 100% หรือกันปลวกตลอดชีพ ควรถามต่อว่าเงื่อนไขจริงคืออะไร เพราะวัสดุงานไม้ทุกชนิดมีข้อจำกัดของมัน ไม่มีวัสดุไหนทนได้ทุกสภาพ

6. ระหว่างทำงาน จะเห็นความคืบหน้ายังไง

ถามว่าระหว่างก่อสร้างจะรายงานความคืบหน้าให้ยังไง ความถี่เท่าไหร่ ใครเป็นคนรายงาน และถ้าเจอปัญหาหน้างานจะแจ้งตอนไหน ข้อนี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะถ้าคุณไม่มีเวลาไปดูหน้างานเอง เพราะงานที่คลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้น ยิ่งรู้ช้ายิ่งแก้ยากและแพง

7. งวดจ่ายเงินผูกกับเนื้องานจริงไหม

งวดที่ผูกกับเนื้องาน เช่น จ่ายเมื่อติดตั้งงานบิ้วอินส่วนแรกเสร็จ ปลอดภัยกว่างวดที่ผูกกับวันที่ปฏิทินเฉยๆ เพราะถ้างานช้า เงินของคุณยังอยู่กับคุณ ขอให้ระบุงวดและเงื่อนไขการจ่ายไว้ในสัญญาให้ครบก่อนเริ่มงาน และดูให้แน่ใจว่าเงินก้อนใหญ่ไม่ได้ถูกเรียกล่วงหน้าก่อนงานจริงจะเริ่ม

เทียบใบเสนอราคาหลายเจ้าให้เทียบได้จริง

เวลาขอใบเสนอราคาหลายเจ้าแล้วเอามาเทียบกัน ปัญหาที่เจอบ่อยคือเทียบไม่ได้จริง เพราะแต่ละเจ้าแจกแจงรายการคนละแบบ ใบที่ถูกกว่าอาจถูกเพราะตัดของบางอย่างออกไป ไม่ใช่เพราะคุ้มกว่า วิธีทำให้เทียบได้จริง

  • ขอให้ทุกเจ้าแจกแจงรายการในรูปแบบเดียวกัน แยกค่าวัสดุกับค่าแรงให้เห็น
  • เทียบสเปกวัสดุรุ่นต่อรุ่น ไม่ใช่เทียบแค่ราคารวมท้ายใบ
  • ไล่ดูว่าใบที่ถูกกว่ามีรายการไหนหายไปจากใบอื่นบ้าง
  • ถามทุกเจ้าด้วยคำถามเดียวกันว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่รวมอยู่ในราคานี้
  • ถามว่าถ้าเปลี่ยนวัสดุระหว่างทาง ราคาจะคิดเพิ่มยังไง

OBJ ตอบ 7 ข้อนี้ยังไง

OBJ ออกแบบ ผลิต และติดตั้งด้วยทีมในบริษัทเดียวกัน คำถามข้อ 4 จึงมีคำตอบเดียวคือเราเป็นคนรับผิดชอบเองทั้งหมด ส่วนข้อที่เหลือเราเขียนเป็นคำมั่น 3 ข้อที่เรียกว่า The OBJ Promise คือวัสดุและสีตรงกับภาพ 3D ที่อนุมัติ 100% ถ้าไม่ตรงเปลี่ยนใหม่ให้ฟรี, ราคาที่เซ็นคือราคาที่จ่ายตอนส่งมอบ ไม่มีคิดเพิ่มระหว่างงาน และรายงานความคืบหน้าหน้างานด้วยภาพทุกวันให้ดูจากมือถือได้ โปรเจกต์ของ OBJ เริ่มต้นที่ 500,000 บาทในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (ต่างจังหวัด 1,500,000 บาท) ถ้างบยังไม่ถึงเกณฑ์นี้เราบอกตรงๆ ตั้งแต่ต้น ดีกว่าปล่อยให้เสียเวลาทั้งสองฝ่าย สิ่งที่ลูกค้าได้จริงๆ ไม่ใช่แค่บ้านที่สวย แต่คือการไม่ต้องคอยลุ้นว่างานจะจบยังไง

คำถามที่พบบ่อย

เลือกบริษัทออกแบบภายในดูอะไรบ้าง?

ดู 7 อย่างก่อนเซ็นสัญญา คือผลงานจริงที่ตรวจสอบได้ไม่ใช่แค่ภาพ 3D, ขอบเขตงานที่แจกแจงเป็นรายรายการในสัญญา, วิธีคิดราคาที่อธิบายได้, ใครเป็นคนผลิตและติดตั้ง, เงื่อนไขรับประกันที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร, วิธีรายงานความคืบหน้าระหว่างงาน และงวดจ่ายเงินที่ผูกกับเนื้องานจริง

บริษัทออกแบบภายในกับผู้รับเหมาตกแต่งภายในต่างกันยังไง?

บริษัทออกแบบภายในรับผิดชอบการวางแผนพื้นที่ ฟังก์ชันการใช้งาน และแบบ 3D ส่วนผู้รับเหมาตกแต่งภายในรับผิดชอบการผลิตและติดตั้งตามแบบที่มีอยู่แล้ว บางบริษัททำทั้งสองอย่างในทีมเดียว ซึ่งต่างกันตรงที่เวลางานไม่ตรงแบบ จะมีคนรับผิดชอบคนเดียวหรือต้องประสานงานกันหลายฝ่าย

ก่อนเซ็นสัญญาควรขอเอกสารอะไรบ้าง?

ควรได้ครบ 4 อย่าง คือแบบและภาพ 3D ที่อนุมัติแล้ว, รายการวัสดุที่ระบุรุ่นและจำนวน, สัญญาที่เขียนขอบเขตงานพร้อมสิ่งที่ไม่รวมในราคา และตารางงวดการจ่ายเงินที่ผูกกับความคืบหน้าของงาน ถ้ามีเงื่อนไขการรับประกัน ควรอยู่ในเอกสารชุดเดียวกันนี้ด้วย

เทียบใบเสนอราคาหลายเจ้ายังไงให้เทียบได้จริง?

ขอให้ทุกเจ้าแจกแจงรายการในรูปแบบเดียวกัน แยกค่าวัสดุกับค่าแรง แล้วเทียบสเปกวัสดุรุ่นต่อรุ่นแทนการเทียบราคารวมท้ายใบ จากนั้นไล่ดูว่าใบที่ถูกกว่ามีรายการไหนหายไป และถามทุกเจ้าด้วยคำถามเดียวกันว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่รวมอยู่ในราคา

ควรจ่ายมัดจำเท่าไหร่ถึงจะปลอดภัย?

ไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกเจ้า สิ่งที่สำคัญกว่าจำนวนเงินคือการที่งวดการจ่ายผูกกับความคืบหน้าของงานจริง ระบุไว้ในสัญญาก่อนเริ่มงาน และไม่มีเงินก้อนใหญ่ถูกเรียกล่วงหน้าก่อนงานจะเริ่ม

Ready to Start?

อยากได้พื้นที่แบบในบทความ? ปรึกษาแนวทางสำหรับพื้นที่ของคุณกับทีม OBJ ได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่ายในการพูดคุยเบื้องต้น

ทักไลน์ OBJ

อยากอ่านบทความอื่นต่อ?ดูบทความทั้งหมด